สหัสนัยน์

สหัสนัยน์

เหมียว

เหมียว

อัครโชค

อัครโชค

-9 พ.ค. 49

คุณอุ่น

คุณอุ่น

16 ธ.ค. 46

พ่อเพิ่ม

พ่อเพิ่ม

16 ธ.ค. 46

สรวงสุดา

สรวงสุดา

11 พ.ค. 47-27 พ.ค. 49

อินทิรา

อินทิรา

11 พ.ค. 47

จันทริกา

จันทริกา

11 พ.ค. 47

พรชิตา

พรชิตา

11 พ.ค. 47-14 ต.ค. 51

พาลเทียมทน

พาลเทียมทน

จันทราเทวี

จันทราเทวี

51-

รัศมีแข

รัศมีแข

50-4 ม.ค. 53

เจษฎาพร

เจษฎาพร

มิ.ย. 51-

ทักษอร

ทักษอร

พูนพิศมัย

2557 -

สมัยศึก

2557 -

ชาคริต

ชาคริต

แมนสรวง

ราวี

17 ต.ค. 51 - 10 ก.ย. 2560

อภิเดช

-

พงศาวลีแมว

สหัสนัยน์

  • พ่อเพิ่ม
  • แม่พลอย
  • คุณอุ่น
  • (ตาย)
  • พรชิตา
  • สรวงสุดา
  • พรสุดา
  • อังคณา
  • อังศณา
  • มธุรดา

รัศมีแข

  • ราวี
  • อภิเดช
  • ยอดธง

จันทราเทวี

  • เจษฎาพร
  • ข้าวหมาก 17 ต.ค. 51
  • ฝอยทอง
  • สัมปันนี

อัครโชค

  • อินทิรา
    • พาลเทียมทน
    • พรทนทาน
    • พานท้ายทอง
  • จันทริกา
  • อาตัลพิหารี

สหัสนัยน์

ตัวเมีย ลายเปรอะ มีสองสีคือสีน้ำตาลอ่อนปนกับสีดำ ตาสีเขียวอ่อน หางคด งุ้มเป็นตะขอตรงปลาย มีรอยด่างดำที่ริมฝีปาก

สหัสนัยน์เป็นแมวตัวแรกที่ผมเลี้ยงที่ร้านศูนย์ มันเข้ามาอยู่ในบ้านเพียงไม่นานหลังจากที่ผมเปิดร้านใหม่ ครั้งแรกที่ผมเห็นสหัสนัยน์ มันเป็นแมวจรจัด คงเข้ามาเพื่อหาเศษอาหารกิน มันผอมโซ มีแต่กระดูก แต่เมื่ออยู่ได้ไม่นานก็เริ่มมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

สหัสนัยน์เป็นแมวยอดฝีมือด้านการจับสัตว์ ไม่ว่าหนูหรือนก แม้จะมีอาหารการกินจากบ้านอย่างสมบูรณ์ แต่มันก็ไม่เคยลืมกำพืดตัวเอง มักใช้เวลาอยู่กับการเฝ้าจับหนูตามตรอกหลังบ้านและตลาดพระเครื่อง ทำตามหน้าที่อย่างแข็งขัน

สหัสนัยน์ออกลูกที่บ้านสองครอก ครอกแรกมี 4 ตัว คือ พ่อเพิ่ม แม่พลอย คุณอุ่น กับอีกตัวตายแรกเกิด ครอกที่สองคือ พรชิตา สรวงสุดา พรสุดา อังคนา อังศนา และมธุรดา

ปัจจุบันสหัสนัยน์ทำหมันแล้ว จึงอ้วนเอาอ้วนเอา แต่ไม่ได้อยู่ที่บ้านประจำ อาจเป็นเพราะบ้านมีลูกสองตัวอยู่ มันจึงมักหากินอยู่ที่ตลาดพระเครื่อง ซึ่งอาจเป็นแหล่งหากินเดิมก่อนที่จะมาอยู่กับผม ตอนกลางคืนก่อนจะเข้าบ้าน ผมมักขี่มอเตอร์ไซด์ไปเรียก แล้วสหัสนัยน์ก็จะควบตะบึงตามกลับมาบ้าน กลับมาถึงก็ทักทายลูก ๆ กินอาหารเม็ด นอนอยู่ในบ้านสักครู่ แล้วก็ออกจากบ้านไปอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน

สหัสนัยน์ได้หายไปจากบ้านเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2550


เหมียว

แมวสามสีตัวเมีย หางครึ่งท่อน ปลายบิดเป็นขดแบบ ฬ. จุฬา

เหมียวเดิมเป็นแมวที่สามย่าน ของใครก็ไม่รู้ ต่อมาได้ออกลูกมา 6 ตัว เจ้าของเดิมจึงปล่อยเพราะความเชื่อว่าแมวออกลูก 6 ตัวไม่ดี เหมียวจึงมาอยู่ที่บ้านคิ้ง พี่สาวของผม เหมียวอยู่ได้ราว 4-5 ปี ก็เริ่มมีปัญหากับหมาในบ้าน จึงต้องหาที่อยู่ใหม่ ด้วยเหตนี้เหมียวจึงมาอยู่บ้านผม

การมาอยู่ที่ระยองในช่วงแรกไม่ราบรื่นนัก เพราะสหัสนัยน์เป็นเจ้าถิ่นอยู่ และทั้งสองก็ไม่ลงรอยกันตั้งแต่แรกพบ สหัสนัยน์ดุและก้าวร้าวต่อเหมียวมากเมื่ออยู่ข้างล่าง แต่หลังจากเหมียวมาอยู่ได้ไม่กี่เดือน เหมียวก็เริ่มสร้างอาณาเขตของตัวเอง ซึ่งได้แก่ชั้นสามของบ้าน และระเบียงชั้นนอก ดังนั้นเมื่อใดที่ทั้งสองเจอกันในอาณาเขตของเหมียว เหมียวก็จะเป็นฝ่ายโจมตีอย่างห้าวหาญ แต่ถ้าเจอกันที่ชั้นล่างอันเป็นอาณาเขตของสหัสนัยน์ สหัสนัยน์ก็เป็นฝ่ายรุกไล่แทน

เหมียวเป็นแมวที่ตัวใหญ่มาก เคยชั่งน้ำหนักได้ถึง 6 กิโล

ต่อมาเมื่อสหัสนัยน์เริ่มตั้งท้องอีกครั้ง ผมเห็นว่าคงจะไม่ดีสำหรับแมวทั้งสอง จึงส่งตัวเหมียวกลับไปอยู่ที่สามย่านตามเดิม อย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว เหมียวปรับตัวเข้ากับบ้านที่สามย่านได้อย่างรวดเร็วเพราะคุ้นเคยดี ซ้ำยังจำ "มงคล" ซึ่งเป็นลูกสาวได้อีกด้วย

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เหมียวถูกย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มกุ้ง แล้วก็หายหน้าไปตั้งแต่บัดนั้น


อัครโชค

แมวตัวเมีย สีดำ ถุงเท้าขาว หน้าอกและคอด้านหน้าสีขาว หางเหยียดตรง

บ่ายวันอังคารที่ 9 มีโทรศัพท์จากโรงพยาบาลสัตว์ แจ้งข่าวว่า อัครโชคได้จากผมไปแล้ว

ผมไม่แปลกใจเท่าใดนัก เพราะดูจากอาการเมื่อวันอาทิตย์ก็หนักมากจนแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว ตอนนั้นนึกภาวนาในใจว่า ถ้ารักษาไม่หาย ก็ขอให้อัครโชคจากไปโดยสงบและไม่ทรมาน

แม้จะทำใจล่วงหน้ามาก่อน แต่ก็ใจหายทุกครั้งที่นึกถึง

คงจะห้าหรือหกปีมาแล้ว ขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าบ้าน แมวจรจัดตัวหนึ่งซัดเซพเนจรมา มันผอมจนเห็นซี่โครง แต่ก็ยังมองเห็นลักษณะดีอยู่ ขนสีดำขลับ หางเหยียดตรง ปาก คอ หน้าอก สีขาว หนวดขาวทุกเส้นตัดกับใบหน้าสีดำ ขาหลังสวมถุงเท้าสีขาว จึงนึกชอบและอยากจะเลี้ยงไว้ แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงจริงจังเพราะบ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านที่ผมอยู่เป็นหลัก หลังจากนั้นแมวตัวนั้นก็ยังคงแวะเวียนผ่านแถวบ้านเป็นประจำ คงเป็นเพราะเพื่อนบ้านก็รักแมวตัวนี้เหมือนกันจึงให้อาหาร นานเข้ามันก็มาเป็นแมวประจำถิ่นของสองสามบ้านนี้ไป ไม่มีใครอ้างสิทธิเป็นเจ้าของจริง ๆ แต่ทุกบ้านก็ให้อาหาร ผมคอยพาไปฉีดยาหาหมอเป็นประจำ

แมวดำตัวนั้นจากที่เคยเป็นแมวผอมโซสกปรก บัดนี้กลายเป็นแมวอวบอัดสมบูรณ์ สุขภาพดี สวยพริ้ง แทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยความรู้สึกนึกขันในความโชคดีของมัน ผมจึงตั้งชื่อว่า อัครโชค

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อัครโชคกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตยามเย็นของผม อัครโชคชอบนอนตัก ชอบให้อุ้ม เวลาผมนอนเล่น มันก็จะมาหมอบนอนอยู่บนหน้าอก หันหน้าเกือบชนกัน บางครั้งก็นึกพิเรนทร์หมอบกลับด้าน หันก้นมาให้จมูกผมจนผมต้องจับพลิกกลับ ผมภูมิใจเสมอที่อัครโชคติดผมมากกว่าใคร ๆ

อัครโชคหายไปได้ราวสัปดาห์ ก่อนหน้านั้นแม่และพี่ชายบอกว่าดูซึม ๆ ผมไม่กังวลมากเพราะคิดว่าอาจมีสาเหตุอื่น อาจจะไปเที่ยวเพลินก็ได้ อีกไม่กี่วันก็คงกลับ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้ว

แล้วอัครโชคก็กลับมาให้เห็นอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ แต่อยู่ในสภาพนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ร่างกายผ่ายผอม มีเลือดออกปาก ลมหายใจรวยริน มีอาการกระตุกเมื่อจับตัว อัครโชคถึงมือหมอก่อนที่โรงพยาบาลจะปิดเพียงไม่กี่นาที

เย็นวันอังคาร ผมรับร่างที่ยังอุ่นของอัครโชคมาจากโรงพยาบาล นำไปสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ดินผืนเล็ก ๆ ที่ฝังศพปู่กับย่า ด้านหลังยังมีพื้นที่ป่าอยู่หลายไร่แม้รอบด้านจะกลายเป็นไร่กสิกรรมไปหมดแล้ว ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดราวสองคนโอบ สูงใหญ่มั่นคงและร่มเย็น ณ โคนต้นไม้นี้ อัครโชคจะหลับอย่างสุขสบาย ข้าง ๆ หลุมของอัครโชคคือหลุมของ "แม่พลอย" ซึ่งมาอยู่ล่วงหน้าได้สองปีแล้ว หวังว่าทั้งสองคงจะเข้ากันได้ดี และคงไม่ไปกวนปู่กับย่ามากนัก

อีกไม่นานหลุมก็จะเลือนไปตามกาลเวลา ร่างของอัครโชคก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นคงจะได้ซึมซับไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่งก้านอันกำยำ ต่อจากนี้ยามใดเมื่อผมมองมาเห็นต้นไม้ต้นนี้ ก็เหมือนกับเห็นอัครโชคและแม่พลอยที่ยังมีชีวิต กำลังเติบใหญ่

น่าขันที่แม้อัครโชคจะอยู่ใกล้ชิดกับผมมานานยิ่งกว่าแมวตัวใด แต่ผมกลับไม่มีรูปถ่ายของอัครโชคเลยแม้แต่ใบเดียว นั่นจะไปสำคัญอะไร เพราะอัครโชคยังไม่หายไปไหน ยังอยู่ในใจผมไปตลอด

วันนี้ ตกเย็นผมก็ยังคงกลับมานั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม ตัวที่เคยมีอัครโชคมอบอยู่ข้าง ๆ หรือนั่งตัก และผมก็ยังคงรู้สึกว่ามีอัครโชคนั่งตักอยู่ อัครโชคยังอยู่จริง ๆ

ผมไม่เชื่อเรื่องชาติภพ แต่ในเวลาอย่างนี้ผมกลับอยากให้มันมีจริง ไม่แน่ ภพหน้าอัครโชคอาจมาเกิดเป็นลูกสาวหรือน้องสาวผมก็ได้

ฝันดีนะ อัครโชค

16 พฤษภาคม 2549 1:26 น.


สรวงสุดา

แมวตัวผู้ สีครีมตลอดทั้งตัว จมูกสีชมพู ม่านตาสีอำพัน หางเหยียด บิดเล็กน้อยที่กลางหาง

หลังจากที่สูญเสียอัครโชคไปเพียงไม่ถึงเดือน มาถึงประมาณเที่ยงวันนี้ (27 พ.ค. 2549) สรวงสุดาก็จากไปอีกตัวหนึ่งด้วยเหตุการณ์ที่เกือบจะซ้ำรอยกัน

สรวงสุดาหายไปหลายวัน ครั้งล่าสุดที่หายไปนานกว่าทุกครั้ง น่าจะราวสองสัปดาห์ ตอนแรกอาจคิดว่าแค่เที่ยวเพลิน เพราะสรวงสุดาอยู่ในวัยแตกพาน แต่เมื่อญาติไปพบที่ดาดฟ้าเมื่อวันพฤหัสบดี สรวงสุดาอยู่ในสภาพหนังหุ้มกระดูก แม้จะยืนได้แต่ก็อ่อนแอมาก ปากเกรอะเลือดเกรอะหนอง ขี้ตาหนาเตอะ ขาและลำตัวแข็งทื่อ ขาดน้ำอย่างแรง หมอตรวจสภาพเบื้องต้นไม่พบอาการของพิษร้ายแรง แต่มีเลือดออกจมูกข้างหนึ่ง หนองออกจมูกอีกข้างหนึ่ง

เย็นวันรุ่งขึ้นผมไปเยี่ยม พบว่าผิวหนังชุ่มชื้นขึ้นเพราะให้น้ำเกลือเต็มที่ หมอแจ้งว่า ค่าไตสูง ค่าตับปรกติ และพบอาการคล้ายกับโดนสารหนูชนิดหนึ่งจากการที่เลือดออกจมูก แต่ไม่ใช่ชนิดร้ายแรง นอกจากนี้ยังเอ่ยถึงความเป็นไปได้ถึงการติดเอดส์แมวด้วย แต่ตรวจไม่ได้เนื่องจากไม่มีชุดตรวจ แม้หมอบอกว่าโอกาสอยู่ที่ 50-50 เท่านั้น แต่ผมมีความหวังพอสมควรว่าสรวงสุดาจะหาย อาจเป็นเพราะสภาพทั่วไปดูดีกว่าอัครโชคตอนถึงมือหมอมาก เมื่อกลับบ้านยังคิดถึงแผนการทำกรงชั่วคราวสำหรับช่วงพักฟื้นเมื่อสรวงสุดากลับบ้าน

แต่พอถึงเย็นวันเสาร์ ก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายจากทางโทรศัพท์ ผมฟังด้วยอาการสงบ หลังวางสายก็อุ้มคุณอุ่นขึ้นมากอด บอกว่าน้องไปแล้วนะ คุณอุ่นเป็นพี่สาวที่ดี รักสรวงสุดามาก ดูแลน้อง ๆ เหมือนลูก

สรวงสุดาได้ชื่อเหมือนผู้หญิง เพราะผมตั้งชื่อให้ตอนอายุแค่ไม่กี่วัน จึงดูเพศผิดไปคิดว่าเป็นตัวเมีย ครั้นรู้เพศแล้วก็ขี้เกียจเปลี่ยนชื่ออีก จึงเรียกมาอย่างนั้น ด้วยขนสีครีมอ่อน ทำให้สรวงสุดาเป็นแมวที่สวยไม่แพ้พี่น้องในครอกเดียวกัน สีสันเหมือนพ่อเพิ่มจนบางครั้งก็เรียกผิดเรียกถูก ความแตกต่างที่เห็นชัดคือสีตาและหาง พ่อเพิ่มตาสีเขียวอ่อน แต่สรวงสุดาตาสีอำพันซึ่งไปเหมือนใคร

สรวงสุดาไม่ใช่แมวที่ชอบให้อุ้มมากนัก แต่คงจะด้วยความที่ผมได้ดูสรวงสุดามาตั้งแต่วินาทีที่เกิด การจากไปครั้งนี้จึงเหมือนเสียลูกชายไป ด้วยวัยแค่สองขวบ มันเร็วเกินไปสำหรับแมวหนุ่ม สรวงสุดาน่าจะได้ท่องโลกได้นานกว่านี้

หลุมของสรวงสุดาอยู่ข้างหลุมของอัครโชคถัดมาทางขวา ห่างกันแค่เมตรเดียว สรวงสุดานอนอยู่ในหลุมด้วยท่านอนตะแคงซ้ายเหมือนอัครโชค แต่หนุนหัวสูงขึ้นมาเหมือนกับที่สรวงสุดาชอบทำตอนหลับอยู่บนโต๊ะทำงาน มีใบไม้คลุมหน้า ก่อนกลบหลุมผมไม่ลืมที่จะฝากฝังให้นอบน้อมต่อพี่พลอยและป้าอัครโชคซึ่งอาจจะเป็นแม่ยาย และฝากให้ช่วยดูแลรักษาป่าผืนน้อยนี้ด้วย

ผมกลับมานั่งทบทวนเหตุการณ์ตลอดสองปีที่ผ่านมาว่าเราดูแลมันดีหรือยัง บกพร่องตรงไหนหรือเปล่า ผมได้ให้อาหาร ฉีดยาหาหมอตามสมควร สั่งสอนไม่ให้ลงถนน ผมให้อิสระไม่เคยกักขัง แม้อิสรภาพนั้นอาจเป็นต้นเหตุของการจากไปก็ตาม แต่ผมเชื่อว่า ในหัวใจของแมวแล้ว อิสรภาพเป็นศักดิ์ศรีของแมวที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด แม้ผมจะเสียใจที่ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ได้ดีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

หลับให้สบายนะ สรวงสุดา

27 พฤษภาคม 2549 22:25 น.


คุณอุ่น

แมวตัวเมีย ลายเปรอะ สีพื้นสีเทา หางยาวเหยียดตรง จมูกด่าง ม่านตาสีเขียวอ่อน

คุณอุ่นเป็นลูกของสหัสนัยน์ อยู่ในครอกแรกที่สหัสนัยน์มาออกลูกที่บ้านผม พี่น้องร่วมครอกคือ พ่อเพิ่ม และแม่พลอย

คุณอุ่นในวัยเด็ก เป็นแมวผอม และดูอ่อนแอที่สุดในบรรดาพี่น้อง ไม่ค่อยกิน แต่หลังจากที่ฉีดยาคุมกำเนิดเป็นครั้งแรก คุณอุ่นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เริ่มกินจุขึ้น และอ้วนขึ้น จนกระทั่งเป็นแมวที่ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมาจนถึงปัจจุบัน

อุปนิสัยของคุณอุ่นค่อนข้างจะเรียบร้อย ไม่ซนเท่าแมวตัวอื่น ไม่เล่นไม้ขนไก่ ไม่ไล่ตามลูกบอลยาง แต่ฝีมือการจับหนูของคุณอุ่นก็ไม่ทำให้ต้องเสียชื่อแม่ ตอนกลางคืนคุณอุ่นชอบอยู่นอกบ้าน เฝ้าท่อหน้าบ้านเพื่อนบ้าน เมื่อจับหนูได้ คุณอุ่นมักไม่กิน แต่จะนำมาวางไว้หน้าบ้านแล้วปล่อยทิ้งอย่างนั้น

คุณอุ่นมีตาที่แปลก ดูเหมือนกับลูกตาลึก หรือม่านตาอยู่สูงกว่าแมวทั่วไป เมื่อมองหน้าคุณอุ่นตรง ๆ หรือในมุมก้มเล็กน้อย จะเห็นรูม่านตาพ้นขอบตาบนมาแค่ครึ่งเดียว จึงดูเหมือนแมวดุออกไปทางร้าย

แม้ไม่เคยมีลูก แต่คุณอุ่นก็แสดงความเป็นกุลสตรีให้เห็นอยู่เสมอ เมื่อคราวที่สหัสนัยน์มีลูกครอกที่สอง คุณอุ่นก็ช่วยดูแลน้อง ๆ ราวกับเป็นลูกของตัวเอง คุณอุ่นรักน้องมากถึงกับให้น้อง ๆ ดูดนมทั้งที่ไม่มีน้ำนม คุณอุ่นทำหมันเมื่อกลางปี 2551 จึงเป็นอันว่า คุณอุ่นไม่มีโอกาสได้รับบทแม่จริง ๆ เลย

คุณอุ่นหายไปจากบ้านในต้นฤดูร้อนปี 2559


พ่อเพิ่ม

แมวตัวผู้ สีครีมตลอดทั้งตัว หางครึ่งท่อน จมูกสีขมพู ม่านตาสีเขียวอ่อน

พ่อเพิ่มเป็นลูกของสหัสนัยน์ พี่น้องร่วมครอกคือ คุณอุ่นและแม่พลอย

พ่อเพิ่มเป็นแมวซน และแข็งแรงกว่าพี่น้องร่วมครอกอย่างเห็นได้ชัด ชอบไล่ตะครุบสิ่งเคลื่อนไหวทุกชนิด ครั้นเมื่อแตกเนื้อหนุ่มก็เที่ยวเตร่ดังเช่นหนุ่มเจ้าสำราญ

เมื่อพรชิตาซึ่งเป็นน้องชายต่างครอกที่มีอายุอ่อนกว่าราวครึ่งปีเติบโตไล่ตามทัน ทั้งสองก็เริ่มแสดงความไม่ลงรอยกัน ลงมือลงไม้กันบ่อย ๆ แต่ทุกครั้งพ่อเพิ่มจะชนะทั้งที่ตัวเล็กกว่า

ต่อมาราวเดือนมีนาคม 2549 พ่อเพิ่มได้หายจากบ้านไป กว่าจะเห็นอีกครั้งก็กลางปี แต่อยู่ในสภาพอ้วนท้วน สวมปลอกคอ ซึ่งก็ได้ทราบว่าพ่อเพิ่มไม่ได้ไปไหนไกล แต่ย้ายไปอยู่ที่ร้านฮันนี่คาราโอเกะซึ่งอยู่ถัดไปแค่บล็อกเดียว แม้จะอยู่ใกล้เพียงถัดจากบ้านผมแค่ร้อยเมตรเท่านั้น แต่พ่อเพิ่มก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลย แม้บางครั้งผมไปเยี่ยม พ่อเพิ่มก็มีอาการกลัวและระแวงผม ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น


พรชิตา

แมวตัวผู้ สีดำล้วน มีขนสีขาวขึ้นแซมกระจายทั่วตัว หนวดส่วนใหญ่สีดำ มีสีขาวบางเส้น หางยาวกุดช่วงปลาย ยาวประมาณสามในสี่ของหางแมวทั่วไป ม่านตาสีเขียวอ่อน

พรชิตาเป็นลูกของสหัสนัยน์ พี่น้องร่วมครอกคือ สรวงสุดา พรสุดา อังคณา อังศณา และมธุรดา

พรชิตาเป็นแมวซุกซน ขี้เล่น ความดุดันและชั้นเชิงอันร้ายกาจในด้านการจับหนูของพรชิตาแสดงให้เห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว

ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น พรชิตากินเก่งมาก ตัวโตกว่าพี่น้องทุกตัวในครอก เมื่อถึงเวลาอาหาร พรชิตามักเป็นตัวแรกที่วิ่งมาถึงจานข้าว และกินเสร็จเป็นตัวสุดท้าย ด้วยเหตุนี้จึงอ้วนมาก และความอ้วนนี้ก็นำภัยมาสู่ตัวช่วงหนึ่ง เพราะต้องเป็นโรคนิ่วจนต้องให้หยูกให้ยาอยู่หลายสัปดาห์

พรชิตากลัวหมามาก เช่นเดียวกับสหัสนัยน์ เพราะในวัยเด็ก เคยถูกหมาข้างถนนรุมเห่าจนหนีหัวซุกหัวซุนไปยืนขดเยี่ยวแตกอยู่บนล้อรถนานหลายนาที

พรชิตาเป็นแมวตัวเดียวของผมที่พบว่าชอบดูทีวี มันสนใจรายการสารคดีที่มีลิงเป็นพิเศษ

พรชิตามักมีเรื่องวิวาทกับแมวหนุ่มต่างบ้านเสมอตามประสาลูกผู้ชาย มันมักกลับเข้าบ้านพร้อมกับแผลจากการต่อสู้ใหม่ ๆ ภาพถ่ายใบหน้าพรชิตาจึงมักเห็นรอยแผลได้ชัดเจนทุกใบ ผมไม่แน่ใจนักว่าพรชิตามีเชิงต่อสู้ดีแค่ไหน บางทีอาจไม่เก่งนัก เพราะเคยเห็นมันต่อสู้กับพ่อเพิ่มหลายครั้งยังแพ้ทุกครั้ง

แม้จะเป็นหนุ่มห้าว แต่พรชิตายังมีอีกด้านหนึ่งที่น่ารักน่าเอ็นดูเสมอ นั่นคือเป็นแมวขี้อ้อน แม้จะโตหลายขวบแล้ว พรชิตาก็ชอบอ้อนแม่ อ้อนพี่สาว ชอบไปหาแม่หรือพี่สาว (คุณอุ่น) ให้เลียหัวเลียหน้าให้เสมอ พรชิตาแทบไม่เคยแสดงอาการก้าวร้าวต่อพี่สาวและแม่เลย ซึ่งต่างจากพ่อเพิ่มอย่างมาก

ความซนของพรชิตานำเรื่องมาให้ผมได้เหนื่อยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งพรชิตาเคยมีอาการกินข้าวกินน้ำไม่ได้ติดกันหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ มันทำได้เพียงแค่มองจานข้าวเท่านั้น แต่ก้มลงกินไม่ได้ พาไปหาหมอฉีดยาบำรุงต่าง ๆ ก็ไม่ดีขึ้น จนร่วมสัปดาห์ผ่านไปผมจึงได้พบแผลลึกใต้ผิวหนังบริเวณคอจนทำให้ก้มหัวไม่ได้ วิธีแก้ก็ง่ายเหลือเชื่อ เพียงยกจานให้สูงขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้นอาการก็ค่อยหายขึ้นจนเป็นปกติ

อีกครั้งหนึ่ง ผมพบพรชิตานอนบาดเจ็บหมดเรี่ยวแรงอยู่ที่ระเบียง เดินไม่ได้ แม้แต่ยืนยังลำบาก จนเข้าใจว่าอาจต้องพิการไปเสียแล้ว หมอตรวจไม่พบความเสียหายภายนอก ได้แต่ให้ยาแก้อักเสบไป เป็นเวลาเกือบสัปดาห์จึงหายได้เป็นปกติ

ช่วงปี 2551 พรชิตามีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ทั้งมีอาการกินอาหารลำบาก เหมือนเจ็บปาก หาหมอหลายครั้ง ดีขึ้นบ้าง ทรุดลงบ้าง ไม่หายขาด จึงดูผ่ายผอม นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องโรคผิวหนังรุมเร้าจนความหล่อลดลงไปอย่างมาก จนกระทั่งเดือนกันยายน พรชิตาได้หมอดีมารักษาให้ ทำให้อาการดีขึ้นจนแทบจะหายเป็นปลิดทั้งภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์

พรชิตาประสบอุบัติเหตุถูกรถเหยียบตายเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551

ทักษอร

ทักษอรหายไปจากบ้านในกลางเดือนพฤษภาคม 2559