บันทึกของนายวิมุติ
บุรีรัมย์ สามวัน สามรส 9-11 ธันวาคม 2549
9-11 ธันวาคม 2549
1
2
3
10
ธันวาคม
2549
เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นมาตีสามครึ่ง
หลับสบายดี
น่าจะได้ถึง
7
ชั่วโมง
รีบกินอาหารรองท้องก่อน
ปกติก่อนมาราธอนจะกินข้าวเหนียว
แต่คราวนี้เดินทางมาหาซื้อข้าวเหนียวระหว่างทางง่าย
ๆ
ไม่มี
จึงกินได้แต่เพียงขนมปังน้ำตาลทรายแดงที่พกมาจากบ้านเท่านั้น
คงจะไม่อยู่ท้องเป็นแน่
ของพกติดตัวไปวิ่งก็มีลูกอมหลายเม็ด
คิดแคตแท่งเล็ก
3
แท่ง
ความจริงมีคัสตาร์ดเค้กอีกก้อนนึงด้วย
แต่ลืมเอามาจากบ้าน
เมื่อถึงตีสี่พี่จิมก็มารับไปสนามแล้ว
ตีนเปล่ายกทีม
คืนนี้เป็นคืนจันทร์แรมอ่อน
ๆ
ดวงจันทร์จึงอยู่สูง
ช่วยให้มองเห็นถนนหนทางตอนกลางคืนได้สบายแม้ไม่มีไฟส่อง
หมู่เฮานักวิ่ง
คอมาราธอนกันทั้งนั้น
เสริฐ
สวนธน
และ
จิม
ธอมสัน
ณ
ธ.ก.ส.
เพิ่งเจอตัวจริงในงานนี้
แต่รู้จักกันในเว็บมานานแล้ว
เส้นทางออกวิ่งจากโรงเรียนพนมรุ้งซึ่งอยู่ห่างจากตีนเขาไม่ไกล
วิ่งไปตามถนนขึ้นสู่เขาพนมรุ้ง
เนินที่นี่สนุก
ยาวกำลังเหมาะ
โหดกำลังดี
แต่ก็ไม่ชันจนน่าเกลียด
พอวิ่งเลยยอดเขาพ้นเขตอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งได้สักพักก็กลับตัว
วิ่งกลับมาที่ข้างโรงเรียนอีกครั้ง
เลี้ยวซ้ายสู่ถนนที่ตัดผ่านท้องไร่ท้องนา
บรรยากาศสองข้างทางสวยดี
วิ่งมาจนถึงปราสาทเมืองต่ำ
แล้วก็กลับตัวอีกครั้งสู่เส้นทางเดิมเข้าสู่โรงเรียน
ชาวบ้านข้างทางน่ารัก
แม้จะไม่ได้มาชูป้ายผ้าตีกลองยาวอย่างสนามอื่น
แต่ก็ได้ยินเสียงเชียร์ให้กำลังใจตลอดเส้นทาง
ไม่คึกคักเอิกเกริกแต่ก็ดูว่ามาจากใจ
รู้สึกดีกว่าแบบเอิกเกริกเสียอีก
อากาศวันนี้ถือว่าเป็นใจ
เย็นสบาย
และมีเมฆคอยบังดวงอาทิตย์ให้เกือบตลอดเช้า
น้ำท่าอุดมไม่ขาดแคลน
แต่เกลือแร่มีเพียงจุดเดียว
และอยู่ท้ายเส้นทางแล้ว
และเชื่อว่าคงเป็นเกลือแร่นี้เองที่นำหายนะมาให้ในภายหลัง
เป้าหมายมาราธอนของผมยังคงเหมือนเดิม
คือ
1.
ครึ่งหลังเร็วกว่าครึ่งแรก
2.
ห้ากิโลสุดท้ายต้องท่าสวย
และ
3.
จะไม่เดินนอกจากจุดให้น้ำ
ความเร็วไม่ใช่เป้าหมายหลัก
แต่ก็ยังหวังนิด
ๆ
ว่าเวลาน่าจะดีกว่าเดิม
ครึ่งแรกของผมวิ่งแบบดึงความเร็วไว้
เก็บแรงไว้ปล่อยครึ่งหลัง
ตามสไตล์
เมื่อถึงครึ่งทาง
เวลาอยู่ที่
2:06
เห็นแล้วน่าดีใจเพราะถ้าวิ่งตามแบบแผนของตัวเองได้ก็น่าจะได้เวลาสุทธิไม่ถึงสี่ชั่วโมงสิบนาที
หรืออาจจะต่ำกว่าสี่ชั่วโมงได้
หลังกิโลที่
25
ก็เริ่มปวดขี้แล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ความทรมานอย่างเดียว
ตอนนั้นยังพอทนได้
แต่ที่เริ่มหนักขึ้นทุกทีก็คือความหิว
เพราะตอนนั้นท้องเริ่มว่างแล้ว
สงสัยเมื่อเช้ายัดมาไม่พอ
และที่ขาดแคลนที่สุดก็คือน้ำเกลือแร่
เพราะที่ผ่านมามีแต่น้ำเย็น
ไม่มีน้ำเกลือแร่เลย
น้ำหวานก็ไม่มี
จำไม่ได้ว่าได้น้ำเกลือแร่ที่กิโลที่เท่าไหร่
แต่เกินสามสิบกิโลไปแล้วแน่
ๆ
และก็เป็นแค่จุดเดียวที่เจ้าหน้าที่จัดให้
ตอนรับน้ำเกลือแร่ผมก็บ่นให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าน่าจะมีก่อนหน้านี้
อย่างนี้เดี๋ยวผมเป็นตะคริวแน่เลย
ตอนนั้นน่องก็เริ่มตึงแล้ว
เลยจุดเกลือแร่มานิดเดียวก็เจอห้องน้ำมุงสังกะสีของชาวบ้านจึงเลี้ยวเข้าไปไม่รอรี
นึกในใจว่าเดี๋ยวเถอะมื้ง
ตัวเบาออกมาจะวิ่งให้ฉิว
แต่พอถอดกางเกงถอดรองเท้าปุ๊บ
ตะคริวก็กินน่องทั้งสองข้างทันที
ลงไปครางหงิงบนพื้นห้องน้ำกี่นาทีก็ไม่รู้กว่าจะตะกายขึ้นมานั่งแท่นได้
นึก
ๆ
ดูถ้าไม่ถอดรองเท้าก็อาจจะไม่เป็นก็ได้
ไม่น่าเลย
หลังจากออกมาจากห้องน้ำก็เป็นหนังคนละเรื่องเลย
เพราะปวดน่องมาก
ระยะทางที่เหลือน่าจะประมาณ
8
กิโล
ผมวิ่งอยู่ที่ระดับปริ่มตายตลอด
พอจะล้วงลูกอมขึ้นมาก็นึกได้ว่า
ถุงยังชีพที่พกมาที่มีทั้งทิชชู
ลูกอม
และเงินฉุกเฉินนั้นลืมไว้ที่ห้องน้ำนั่น
เป็นอันว่าตอนนี้เหลือตัวเปล่า
วิ่งประคองตัวกระโดกกระเดกไปเรื่อย
ๆ
ต้นขาล้าน่ะไม่เท่าไหร่
แต่น่องนี่ปวดที่สุด
ที่ประมาณกิโล
36-37
เจอคุณเสริฐสวนธนซึ่งวันนั้นไปวิ่ง
10
K
มาดักรอให้น้ำเกลือแร่อยู่
โอ้สวรรค์โปรด
แม้จะกินได้แค่นิดหน่อยเพราะต้องเผื่อคนอื่นแต่ช่วยให้สดชื่นขึ้นเยอะ
แต่ความสดชื่นก็ช่างสั้นนัก
ไปได้อีกไม่นานก็เป็นตะคริวอีก
คราวนี้ไม่ได้เป็นแค่น่องอย่างเดียว
แต่ขึ้นมาถึงกล้ามเนื้อเหนือเข่าเลยทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากนั้นก็ต้องเดินสลับวิ่งแล้วครับ
กว่าจะถึงเส้นชัยได้
เวลาปาเข้าไป
4:28
นาที
แม้จะเร็วกว่าที่เคยแต่ก็ผิดหวังตัวเอง
เพราะเป้าหมายหลักที่วางไว้ล้มเหลวทั้งหมด
พ.อ.
สงวน
ประพฤตธรรม
จากค่ายศรีโสธร
แปดริ้ว
อายุ
68
แล้ว
หลังกลับมาที่ดอนงามรีสอร์ทเพื่อพักผ่อน
อาบน้ำอาบท่า
คนอื่นก็เตรียมตัวกลับบ้าน
แต่ผมไปจ่ายเงินเข้าของรีสอร์ทเพื่อพักต่ออีกคืนนึง
เพราะจะเที่ยวต่อพรุ่งนี้
แต่ก่อนเที่ยวขอหลับก่อน
แรงไม่เหลือแล้ว
ราวบ่ายสองก็เตรียมกล้องออกมา
โทรเรียกมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้มารับ
ดีที่ติดต่อเอาไว้ก่อนที่โรงเรียน
เพราะแถวนี้มันไม่มีรถเอาเลย
ที่แรกที่ไปก็คือปราสาทเมืองต่ำ
อยากไปที่นี่ก่อนเพราะต้องการมาดูพระอาทิตย์ตกที่พนมรุ้ง
หวังจะได้ถ่ายภาพปราสาทคู่ฟ้าแดง
ๆ
ตอนแรกหวังว่าจะมากินข้าวกลางวันที่นี่
แต่เอาเข้าจริงกับไม่มีร้านอาหารเลย
ต้องกินขนมจีบซาลาเปาแทนอาหารกลางวัน
เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่มาที่นี่
ปราสาทเมืองต่ำยังอยู่ในช่วงบูรณะ
ก้อนหินส่วนใหญ่ยังกองระเกะระกะอยู่บนพื้น
มีเพียงโครงสร้างบางส่วนที่ยังตั้งอยู่
แต่วันนี้ปราสาทเป็นรูปเป็นร่างสวยงาม
ลวดลายงามไม่แพ้พนมรุ้ง
จะว่าไปแล้วลายสลักหินของเมืองต่ำค่อนข้างคมและสมบูรณ์กว่าที่พบในพนมรุ้งเสียอีก
เที่ยวเมืองต่ำอยู่ราวชั่วโมงครึ่งก็มาที่พนมรุ้งต่อ
ที่นี่คนเที่ยวพลุกพล่านกว่าที่เมืองต่ำ
ร้านอาหารเรียงรายเป็นตับ
นักท่องเที่ยวมาก
จะถ่ายรูปแต่ละทีก็ต้องรอจังหวะปลอดคน
เดินดูไปถ่ายรูปไป
ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเมื่อคราวมาดูดาวกับสมาคมดาราศาสตร์ไทย
ตอนนั้นพักค้างคืนที่บ้านพักข้างปราสาทนี้เอง
ตกดึกยังออกมาดูดาวบริเวณปราสาท
ยังจำได้ว่าผมนั่งดูทางช้างเผือกที่บันไดทางขึ้นหน้าปราสาท
แล้วก็ไปนั่งดูดาวต่อที่ประตูทิศเหนือ
นอนดูอยู่ข้างทวารบาลสีขาว
บรรยากาศวังเวงและเงียงสงบอย่างบอกไม่ถูก
ผมบ้ามากถึงขนาดเดินเข้าไปในองค์ปราสาทตอนตีสอง
หมายจะวัดใจตัวเอง
แล้วก็ได้วัดสมใจอยากตอนเดินไปถึงองค์กลาง
ใจแทบหลุดลงไปกองที่ตาตุ่มเพราะฝูงค้างคาวที่อยู่ข้างในแตกตื่นบินว่อน
แถมเยี่ยวลงมารดหัวตั้งหลายหยด
ตอนเที่ยวคราวก่อนโน้น
มีไกด์ของทางอุทยานเป็นผู้ให้ความรู้อย่างดี
แต่มาคราวนี้ได้แต่เดินดูอย่างเดียว
ไม่มีไกด์
แต่ก็ยังจำเนื้อหาที่ได้ฟังมาได้หลายส่วน
รวมถึงภาพจำหลักทะลึ่ง
ๆ
ตามปราสาทและตามใต้ถุนปราสาท
มาวันนี้ก็ตามไปดูอีกครั้ง
เจอบ้างไม่เจอบ้าง
พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ผมก็ลงจากปราสาทมาที่ถนน
เพื่อที่จะหาอาหารเย็นกิน
ร้านรวงมากมาย
ไม่เหมือนที่เมืองต่ำ
ส่วนใหญ่ก็ส้มตำไก่ย่างและอาหารตามสั่ง
ก็นี่แหละที่ต้องการ
ผมสั่งข้าวผัดจานใหญ่กับไก่ย่างอีกครึ่งตัว
เยอะจนอายคนขาย
ช่วยไม่ได้
หิวนี่หว่า
ค่าอาหารตั้งร้อยกว่าบาท
กินเสร็จก็เดินทอดน่องกลับขึ้นไปบนปราสาท
เพราะได้เวลาที่ฟ้ามืดแล้ว
แต่ท้องฟ้าช่างไม่เป็นใจ
มีเมฆเต็มไปหมด
ฟ้าแดง
ๆ
ที่ฝันไว้จึงได้แค่ฟ้าตุ่น
ๆ
ถ่ายไม่เห็นสวยตรงไหน
1
2
3
เผยแพร่ : 23 ต.ค. 68 แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 ต.ค. 68