บันทึกของนายวิมุติ
หวงหลง จิ่วจ้ายโกว เฉิงตู
15-22 ตุลาคม 2549
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
20
ตุลาคม
2549
หมู่บ้านของชาวทิเบต
ดูดี
ๆ
มีจานดาวเทียมด้วย
สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่แวะก็คือ
หมู่บ้านเก่าชื่อ
เถาผิง
เป็นหมู่บ้านของเผ่าเชียง
เวลาเที่ยวต้องจ้างไกด์ท้องถิ่นนำทางและอธิบายความเป็นมา
เส้นทางวกวนเหมือนค่ายกล
หมู่บ้านนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานน่าสนใจ
แต่มีอะไรบ้างลืมไปหมดแล้ว
เพราะมัวแต่ดูหน้าไกด์
วันหลังต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นอีกทีก็แล้วกัน
รู้แต่ว่ากำลังจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเสฉวน
สภาพของที่นี่เก่าจริง
และมีกลิ่นของสงครามและการต่อสู่ในอดีตแฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมอยู่ไม่น้อย
ห้องตากหมู
แต่ละชิ้นคงหนักเกือบร้อยกิโล
เราใช้เวลาที่หมู่บ้านนี้ไม่นานนัก
ก็ออกมาเดินทางต่อไปเหวินชวนต่อ
เมื่อถึงเหวินชวนและจองตั๋วรถประจำทางแล้วก็มารอรถอีกราวสองชั่วโมง
หิวข้าวเที่ยงแทบตายก็ต้องทนอด
กินเพียงขนมนิดหน่อยเท่านั้น
เพราะกลัวไปเมาควันบุหรี่บนรถ
เดี๋ยวจะอ้วกเอา
ช่วงรอรถอยู่นี้ยังต้องหารือเรื่องที่เที่ยวอีกสองวันที่เหลือว่าจะไปไหนดีให้เหมาะกับกรอบเวลา
ในใจไม่อยากจะอยู่ในเมืองเฉิงตูถึงสองวันเพราะไม่มีอะไรให้เที่ยว
ครั้นจะไปเอ๋อเหมยซันรึก็ไกลไป
ระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยนรึก็ไกลและรถติด
จนนาทีสุดท้ายก็ตัดสินใจไปเฉิงตูเลยก็แล้วกัน
สองวันก็สองวัน
ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถจนได้
โชคดีที่รถคันนี้เป็นรถไม่ปรับอากาศ
เปิดหน้าต่างได้
โชคดีอีกอย่างก็คือมีคนสูบบุหรี่แค่สองสามคนเท่านั้น
แต่โชคร้ายก็คือไอ้สองสามคนนั่นมันนั่งอยู่ใกล้
ๆ
มันน่าตบกระโหลกให้ตายนัก
นรกรถเมล์จีนยังไม่หมดแค่นั้น
ระหว่างทางไปเฉิงตูจะต้องผ่านเมืองตูเจียงเอี้ยน
ช่วงก่อนถึงตูเจียงเอี้ยนเป็นถนนสองเลนคดเคี้ยวเลาะริมผาไป
ช่วงนี้รถติดวินาศสันตะโร
สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะเป็นถนนสองเลน
แต่เป็นเพราะผู้ใช้รถไม่มีวินัยเอาเสียเลย
พยายามจะแซงจะแซะตลอดเวลา
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไร้น้ำยา
นั่งติดด้วยกันอยู่บนถนนโดยไม่คิดจะทำอะไร
ช่วงระยะทางที่ติดไม่น่าจะถึง
5
กิโล
แต่ใช้เวลาเกือบ
5
ชั่วโมง
กว่าจะไปถึงเมืองเฉิงตูก็สองทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว
ดอกไม้ริมทาง
เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะบรรเทาความเครียดจากรถติดได้
มาตรฐานชายจีน
ใส่สูท
ดูดยา
โรงแรมที่พักในเมืองเฉิงตูเป็นโรงแรมยูท
ราคาถูก
เหมาะสำหรับพวกนักแบกเป้
คืนละสามสิบหยวนเท่านั้น
แถมอยู่กลางเมืองอีกด้วย
เมื่อหาที่พักได้แล้วก็ออกมากินมื้อเย็นกัน
ความจริงเรียกเย็นก็ไม่ถูกเพราะตอนนั้นสี่ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว
อาหารเด่นของที่เมืองนี้ก็คือหม้อไฟ
ถึงจะเอียนแค่ไหนก็ต้องกินเพราะเหลือร้านเปิดแค่ไม่กี่ร้าน
ร้านที่มากินนี้ใหญ่โตเอาการ
คนกินเต็มไปหมด
คงจะอร่อย
หม้อไฟกลางโต๊ะนึกว่ากะละมังซักผ้า
ส่วนประกอบเครื่องเคราต่าง
ๆ
ก็คล้ายสุกี้
แต่แทนที่จะใส่น้ำจิ้ม
กลับเป็นการชุบน้ำมันงาแทน
มันระยับ
สองสามคำแรกก็อร่อยดี
แต่คำต่อ
ๆ
มาก็ชักจะแย่แล้ว
ถึงจะเป็นคนชอบน้ำมันงายังอดเลี่ยนไม่ได้
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
เผยแพร่ : 30 ต.ค. 68 แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 พ.ย. 68