ตันปา ตั๋งหลิ่ง เฉิงตู
14-22 ต.ค. 2550
14 ตุลาคม 2550
หลังจากที่วางแผน
ปรับแผน เปลี่ยนแผนครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลากว่าค่อนปี ในที่สุดก็ได้ที่หมายสำหรับการท่องเที่ยวเดือนตุลาปีนี้เสียที คราวนี้เรายังเลือกเสฉวนเหมือนเดิม โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ ตั๋งหลิ่ง อำเภอตันปา มณฑลเสฉวน

ตั๋งหลิ่ง ฟังดูไม่คุ้นหูเท่าใดนัก เพราะไม่ใช่ที่ที่ใครจะไปก็ไป มันอยู่กลางป่ากลางเขาทุรกันดาร การสัญจรลำบาก ไม่มีทัวร์ที่ไหนจัดไป แม้แต่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบกลางแจ้งของจีนก็ใช่ว่าจะรู้จักกันทุกคน เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งพบไม่นาน เรียกว่าเป็น 'อันซีน' ของจีนว่าอย่างนั้น แต่คนที่เคยไปล้วนแต่ยืนยันตรงกันว่าสวยมาก ดูจากรูปถ่ายที่โพสไว้บนเน็ตก็เชื่อว่าสวยจริง
ได้เห็นได้ยินสรรพคุณถึงขนาดนี้แล้ว เราก็ต้องไปพิสูจน์กันเสียหน่อย แก๊งค์เที่ยวคราวนี้มีกันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น
เรานั่งเที่ยวบิน CA-402 ออกจากสุวรรณภูมิเวลาตีสามครึ่ง ถึงสนามบินเฉิงตูเวลาหกโมงยี่สิบ พอออกจากสนามบินก็มุ่งหน้าไปที่สถานีโดยสารเตรียมออกนอกเมืองทันที เพราะเราไม่ได้มาทำอะไรที่เฉิงตู ปลายทางแรกในวันนี้ก็คือ ไปที่อำเภอคังติ้งก่อน รถออกสิบโมงเช้า ต้องใช้เวลาเดินทางถึงหกชั่วโมง แค่นั่งรถอย่างเดียวก็หมดวันแล้ว
พอจะนั่งรถประจำทางขึ้นมาก็อดสยองไม่ได้ เพราะมีประสบการณ์แสนเลวร้ายกับผู้โดยสารจีนที่เอาแต่สูบบุหรี่กันทั้งคัน คราวนี้จึงเตรียมตัวมาดี เตรียมหน้ากากกันแก๊สพิษอย่างดีมาจากเมืองไทยเลย
แต่ก็ผิดคาด เพราะไม่มีบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียว จึงนั่งอย่างมีความสุขมาก หลับตลอดทาง ตื่นเฉพาะช่วงแวะกินข้าวกลางวันเท่านั้น
ป้ายรถบัสหน้าสนามบินเฉิงตู เพื่อเดินทางเข้าไปในตัวเมือง
ซื้อตั๋วไปคังติ้ง
แวะกินอาหารกลางวันกลางทาง
ผู้คนยื้อแย่งกันซื้ออาหารซึ่งมีอยู่เพียงร้านเดียว รสชาติสุดยอดแย่
ร้านรวงในเมืองคังติ้ง
เรามาถึงเมืองคังติ้งราวสี่โมงกว่า รีบหาโรงแรมที่ติดต่อเอาไว้ ชื่อโรงแรมเติงปา ซึ่งก็หาได้ไม่ยากเย็นนัก เป็นโรงแรมยูทโฮสเทล ราคาถูกแค่คนละ 35 หยวน
เวลาเย็นนี้ยังเหลือ เราจึงออกไปหาที่เที่ยวสักหน่อย มีวัดสวยงามวัดหนึ่งชื่อวัดจินกังอยู่ในเขตเมืองนี้เอง เป็นวัดทิเบต เท่าที่ดูบ้านช่องผู้คนในเมืองนี้ก็ยังไม่ค่อยแสดงอิทธิพลของวัฒนธรรมทิเบตมากนัก
วัดจินกัง
พอก้าวเข้าวัดไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็เจอไกด์กิตติมศักดิ์ทันที กลุ่มเด็กลูกชาวบ้านแถวนั้นล้วนอัธยาศัยดี พาเราไปดูมุมสวย ๆ ยิ่งพอได้รู้ว่าเราเป็นชาวต่างชาติแล้วยิ่งดูตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ คุยจ้อเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ไม่หยุดปาก แล้วยังพาเราไปที่วัดอีกวัดนึงที่อยู่ไม่ไกลกัน ชื่อวัดหนานอู๋
วัดหนานอู๋
ติดแอร์ด้วย
หลังจากออกมาจากวัดแล้วก็เดินเที่ยวซื้อของในเมืองสักหน่อย ซื้อถุงมือคนละคู่ไว้สู้หนาววันรุ่งขึ้น กินบะหมี่มื้อเย็นแล้วต่อด้วยปิ้งย่างของโปรด เสร็จแล้วมานั่งฆ่าเวลาเล่นที่ลานกลางเมือง ดูผู้คนมาเต้นรำกันกลางแจ้ง ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ก็ออกมาเต้นรำกัน เดินกันเป็นวงเหมือนรำวง ลีลาแม้ไม่สวยงามนัก แต่ก็ดูสามัคคีกลมเกลียวกันดี ดูได้ไม่นานก็กลับโรงแรมนอน
ช่วงเวลาหนึ่งที่ผมจะมีความสุขมากในเมืองจีนก็คือการได้กินของย่างริมถนนอย่างนี้แหละ คนจีนเขาเรียก เซาเข่า ซึ่งก็แปลว่า ปิ้งย่าง ของย่างมีหลายอย่าง อยากกินอันไหนก็เลือกเอา คนขายก็นำขึ้นตั้งเตาย่าง คอยละเลงน้ำมัน เคล้าพริกและโรยเครื่องเทศหลายชนิด ทำซ้ำหลายรอบ จึงมีรสเข้มข้นดุดัน คนจีนมักกินเล่นแกล้มเหล้าแกล้มบุหรี่หลังอาหาร ถ้าเมืองไทยมีแบบนี้เมื่อไหร่ละจะกินให้อ้วนไปเลย
แม้จะหลับบนรถมาตลอดวัน แต่คืนนี้ก็เข้านอนเร็วเพราะไม่มีอะไรทำและหนาว ครั้นพอห้าทุ่มก็มีคนมาเคาะประตู เป็นนักท่องเที่ยวหญิงจีนสองคนมาคุยเรื่องจะร่วมเดินทางไปที่ตันปาวันรุ่งขึ้นด้วย นั่นเพราะเราได้ให้ข้อมูลแก่โรงแรมเอาไว้ตั้งแต่เย็นแล้วว่าเราต้องการไปตันปาและกำลังหาเพื่อนร่วมทางเพื่อหารค่าใช้จ่าย ก็เป็นอันว่าเราได้เพื่อนร่วมทางรวมเป็นสี่คนแล้ว พรุ่งนี้เช้าเจอกัน
เส้นทางวันแรก
เผยแพร่ : 22 ต.ค. 68 แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ต.ค. 68