หลูกูหู ลี่เจียง ซู่เหอ หู่เที่ยวเสีย คุนหมิง
9-18 เม.ย. 2551
11 เมษายน 2551
ทะเลสาบนี้กว้างใหญ่ไพศาลและภูเขาล้อมรอบ
จึงเดินเที่ยวไม่ได้ เช้าวันนี้เราจึงใช้บริการรถตู้นำเที่ยวของที่นั่น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวคนอื่นร่วมเดินทางและเฉลี่ยค่าเช่าไปด้วยอีกหกคน
รถตู้แวะหยุดตามจุดชมวิวและสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์บางแห่ง แต่สำคัญอย่างไรผมก็ไม่รู้ เพราะไม่มีไกด์แนะนำ หนังสือที่อ่านก็ไม่ได้เอ่ยถึง ดูแล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นที่มาด้วยกันก็เที่ยวแบบไม่รู้เหมือนกัน ในเมื่อไม่รู้ก็ได้แต่ดูวิวจืด ๆ ไปเรื่อย ไม่เจอมุมสวยเลยสักนิด
อาหารมื้อเช้าง่าย ๆ ด้วยบะหมี่ แถบหลูกูหูก็มีชื่อเรื่องเส้นบะหมี่อร่อย เท่าที่กินดูก็ถือว่าสมราคาคุย แต่ก็ไม่ได้ดีเลิศถึงขนาดต้องดั้นด้นไปกิน
นี่คงจะเป็นภูเขาสิงโตตามที่เอ่ยไว้ตำรา ดูแล้วคงเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้
บ้านใครก็ไม่รู้ คล้ายกับจะเป็นบ้านบุคคลสำคัญ ไม่เห็นน่าเข้าไปตรงไหน
ในหลูกูหูมีเกาะน้อยใหญ่หลายเกาะ เป็นจุดท่องเที่ยวที่เช่าเรือไปชมได้








จุดหมายปลายทางของวันนี้คือที่เฉาไห่ หรือ 'ทะเลหญ้า' เป็นอ่าวแหลม ๆ แห่งหนึ่งในหลูกูหู แต่มีลักษณะพิเศษคือมีหญ้าและพืชน้ำขึ้นอยู่เต็มบริเวณ ทั้งสองฟากมีหมู่บ้านเก่าแก่ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้ยาวเหยียด ทราบมาว่าบริเวณนี้เป็นจุดชมนกที่สำคัญแห่งหนึ่งด้วย แต่ช่วงที่เรามานี้ไม่ใช่ฤดู ไม่มีนกสักตัว
มื้อกลางวัน ผมนั่งกินคนเดียว พี่ชายไม่กิน ซึ่งนับว่าโชคดีไป เพราะอาหารจานนี้รสชาติเลวที่สุด ทั้งเหม็นหืน เลี่ยน แถมชามยังใหญ่ยังกับบาตรพระ ภาพนี้ถ่ายก่อนกิน แต่ถ้าถ่ายหลังกินเสร็จก็คงได้ภาพคล้าย ๆ กัน เพราะกินไม่ลงจริง ๆ ราคา 8 หยวน ผมรีบจ่ายแล้วออกมาข้างนอกหาซื้อน้ำล้างคอโดยด่วน
หลังอาหารกลางวันสุดสยองแล้วเราโอ้เอ้แถวนั้นเสียนาน เพราะเหลือที่ให้ไปอีกไม่มากแล้ว ส่วนผมก็ไม่มีอะไรทำ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย






ต่อจากนั้นก็แวะที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านโบราณ จึงเข้าไปดูเสียหน่อยว่าบ้านเรือนเขาอยู่กันยังไง
ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เรียกมัมมี่หมูละกัน เขาเก็บด้วยวิธีอะไรก็ไม่รู้ ตัวที่เห็นนี้เจ้าของบ้านบอกว่าเก็บมาสิบกว่าปีแล้ว นาน ๆ ก็ตัดมากินหน่อยนึง ไม่รู้กินลงได้ยังไงเพราะกลิ่นเหม็นมาก
ระหว่างที่นักท่องเที่ยวเดินชมบ้านเรือน อาม่าเจ้าของบ้านก็ยกเครื่องดื่มมาให้แขก ผมก็นึกว่าเป็นน้ำชาจึงยกซดดังซวบ ปรากฏว่าเป็นเหล้าขาว รสชาติดีเหลือเชื่อ เกือบจะหยิบเบิ้ลอีกแก้วอยู่แล้ว
ประตูเข้าห้องส่วนที่พักอาศัย ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำเล็กมาก ธรณีประตูก็สูงราวเข่า จะเข้าจะออกก็ต้องยกขาสูงแล้วก็ก้มหัวพร้อม ๆ กัน
มุมหนึ่งของบ้านก็ต้องมีแท่นบูชา ที่นี่เขาไม่ไหว้พระพุทธรูป แต่ไหว้รูปถ่ายของพระสงฆ์
นี่ละมั้งที่เขาเรียกหินทิเบต
ที่สถานีรถกระเช้าขึ้นไปบนเขา ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวสักคน
ถึงเวลาบ่าย เราก็กลับมาที่โรงแรมแล้ว ไม่มีอะไรทำ ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ กินขนม ชมวิวที่ไม่ค่อยสวยฆ่าเวลาไป รอจนถึงเวลาห้าโมงเย็นแล้วค่อยออกไปเดินถ่ายรูป ซึ่งก็คือแหลมชมวิวที่เดิม
มุมมาตรฐาน ตามโปสเตอร์โฆษณาหลูกูหูมักมีรูปนี้โชว์อยู่ด้วย ภาพนี้ต้องขึ้นเขาไปถ่าย ลมแรงมาก เกือบถูกพัดตกเขา
มื้อค่ำวันนี้อร่อยดีครับ พอจะลบฝันร้ายเมื่อกลางวันไปได้
เผยแพร่ : 13 ก.พ. 68 แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ต.ค. 68