มันก็หมายถึงความปลอมปนของวัฒนธรรมก็ย่อมน้อยกว่าด้วย
ท้องถนนในเมืองซู่เหอ ไม่ครึกครื้นเท่าลี่เจียง แต่ก็เดินสบายกว่า ไม่หนวกหู
ในเมืองมีม้าและรถม้าให้บริการด้วย เป็นข้อได้เปรียบของซู่เหอที่ลี่เจียงทำไม่ได้แน่นอน
โรงแรมที่พักคืนนี้หรูเอาการ
บริเวณหน้าโรงแรม
เพราะคนไม่มากเท่าลี่เจียง ที่นี่จึงมีบริการรถม้าและขี่ม้าด้วย
กล่องใส่บุหรี่ ราคาสิบห้าหยวน แม้จะเกลียดบุหรี่แต่ผมก็อยากซื้อไปใส่อะไรเล่นเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าไอ้ที่ยื่นออกมาใต้อกไก่อย่างนี้เรียกว่าอะไร เป็นลักษณะเด่นของบ้านเรือนในแถบลี่เจียง แต่ในซู่เหอมีการสลักเป็นรูปปลาคู่ ซึ่งดูสวยงามกว่าที่เห็นในลี่เจียงที่มักเป็นเพียงไม้แผ่นฉลุขอบเท่านั้น
การทำเครื่องเงิน เป็นหนึ่งในงานศิลป์ที่ขึ้นชื่อของช่างน่าซี ทั้งที่ลี่เจียงและซู่เหอจึงเต็มไปด้วยร้านเครื่องเงิน แต่ที่ซู่เหอนี่ดูเหมือนแหล่งผลิตจะอยู่ติดกับแหล่งขายปลีกเลย แทบทุกร้านจะมีช่างจะนั่งตีนั่งลนเงินที่หน้าร้านเต็มไปหมด เวลาเดินชมเมือง ก็จะได้ยินเสียงตีเงินโป๊กเป๊กระงมไปทั่วทุกซอย
ดูเหมือนวัดทิเบต แต่ไม่ใช่ เป็นศูนย์แสดงวัฒนธรรมของทิเบต ใหญ่โตโอ่อ่าแต่ไม่ยักมีนักท่องเที่ยวเข้า
มันคืออะไรหว่า
เข้าเขตของกิน ท้องร้องแล้วครับ
แผงเซาเข่าของโปรด จำไว้ คืนนี้ต้องไม่พลาด ตั้งแต่มาจีนคราวนี้ยังไม่ได้กินเลย
แวะซื้อผลไม้ไว้กินยามดึกหน่อย มะพร้าวแดงนั่นเป็นสีจริง ไม่ใช่ทาสี จำไม่ได้แล้วว่าเป็นมะพร้าวจากที่ไหน
ข้ามสะพานนี้ไปก็จะเจอส่วนของเมืองที่เก่าที่สุด ค่อนข้างจะเป็นของดั้งเดิม
เก่าจริง ๆ ออกไปทางโทรม
จะเรียกว่าซอมซ่อก็ยังไหว แต่ก็ยังน่าดู
แม้จะเก่าแก่ แต่ก็ยังมีบาร์เล็กบาร์น้อยตามเข้ามาเปิด
ระบบแช่เย็นเบียร์สุดเท่
สิ่งหนึ่งในเมืองซู่เหอที่ผมชื่นชอบก็คือ ในเมืองจะมีแปลงผักแทรกอยู่ทั่วไป ทิวทัศน์ที่นี่จึงไม่ขาดแคลนสีเขียว แปลงผักกลางเมืองแบบนี้ผมไม่เคยพบที่เมืองเก่าลี่เจียงเลย อาจเป็นไปได้ว่าที่นั่นเคยมีแต่โดนถมสร้างโรงแรมเสียหมด
ดูเหมือนตรอกทั่วไป แต่ความจริงมันคือส่วนหนึ่งของเส้นทางชาม้าที่มีชื่อเสียง เส้นทางชาม้าก็เป็นคล้ายกับเส้นทางสายไหมของแถบนี้ กองคาราวานพ่อค้าที่สัญจรระหว่างทิเบตกับภาคกลางก็ต้องผ่านเส้นทางนี้ ที่เรียกว่าเส้นทางชาม้า ก็เพราะสินค้าหลักคือชากับม้า ปัจจุบันเส้นทางชาม้าเลอะเลือนไปหมดแล้ว คงเหลือไว้เพียงตำนานเท่านั้น
มื้อเย็นที่รอคอย จานซ้ายคือดอกทับทิมทอด ชื่อน่าอร่อย ดูก็น่าอร่อย แต่เข้าปากแล้วไม่อร่อย ส่วนจานขวาดูอย่างนี้อาจนึกว่าปลาราดพริก และเหตุที่สั่งจานนี้ก็เพราะดูในรูปแล้วคิดว่ามันเป็นปลาราดพริก แต่เอาเข้าจริงมันคือปลาราดเครื่องเซาเข่าเข้มข้นมันเยิ้มระยิบระยับ ถมทับปลาหนาเป็นเซนต์ แม้ผมจะชอบเซาเข่า แต่เจอเครื่องแบบนี้เล่นเอาเอียนไปเลย มื้อนี้กินเหลือครับ ยัดไม่หมด ส่วนเซาเข่าที่เล็ง ๆ ไว้ว่าจะไปนั่งกินเล่นหลังอาหารเย็นก็ไม่ได้ไป ขยาดตั้งแต่ยังไม่ได้กิน
เราใช้เวลาในเย็นนี้เดินชมเมืองไปเรื่อยเปื่อย ตกค่ำมีเต้นระบำรอบกองไฟ ชาวจีนทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นต่างเต้นรำกันครื้นเครง ผมได้แต่ถ่ายรูปเพราะเต้นไม่เป็น แต่การที่ต้องแฝงกายเข้าไปในวงเพื่อเก็บภาพ ทำให้ต้องเดินย่างซ้ายย่างขวากลมกลืนกับจังหวะเต้นของคนเขาเหมือนกัน คนอื่นคงมองเราว่าไอ้นี่มันเต้นท่าอะไรของมัน
คืนนี้เป็นคืนแรกที่ได้อาบน้ำหลังจากซักแห้งมาสองวัน และเป็นคืนแรกที่ได้สระผมตั้งแต่มาจีน เหนียวไปทั้งหัวแล้ว